วันอังคารที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

TMBAM ชวน ‘จัดทัพลงทุน’ สู่ญี่ปุ่นและยุโรป คว้าโอกาสจากการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของทั้งสองภูมิภาค 



        ดร.สมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทหารไทย จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า “ในโลกยุคปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ อย่างรวดเร็ว  ในขณะที่สถานการณ์เศรษฐกิจภายในประเทศยังมีความผันผวนอยู่มาก  มุมมองการลงทุนในปีนี้ของ TMBAM จึงเป็นการชวนนักลงทุนไทยให้จัดทัพลงทุน โดยการกระจายการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงและคว้าโอกาสเพิ่มของผลตอบแทนด้วยการ สร้างมุมมองแบบนักลงทุนระดับโลก (Global Investor) ให้มากขึ้น โดยนักลงทุนจะยังลงทุนในประเทศอยู่ การกระจายการลงทุนบางส่วนไปยังภูมิภาคที่มีการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างเข้ม แข็งต่อเนื่อง อาทิ ญี่ปุ่น และ ยุโรป ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจในปัจจุบัน”
      “จากแรงตอบรับที่ดีของกองทุนหุ้นญี่ปุ่นและยุโรปของเราที่เสนอขายไป เมื่อช่วงต้นปี ผนวกกับแนวโน้มการฟื้นตัวที่ยังคงมีอย่างต่อเนื่องของทั้ง 2 ภูมิภาค  TMBAM จึงขอนำเสนอกองทุนหุ้นในภูมิภาคดังกล่าวอีกครั้ง ได้แก่  
    1. ‘กองทุนเปิดทหารไทย Japan Equity Trigger 10%(2)’ ที่เน้นลงทุนในหุ้นญี่ปุ่นผ่านทางกองทุนหลัก Nikkei 225 Exchange Traded Fund ซึ่งบริหารจัดการแบบเชิงรับ (Passive) โดย Nomura Asset Management  
    2. ‘กองทุนเปิดทหารไทย ยูโรเปี้ยน โกรท’ ที่เน้นลงทุนในหุ้นยุโรปผ่านทางกองทุนหลัก Franklin European Growth Fund ซึ่งบริหารจัดการแบบเชิงรุก (Active) โดย Franklin Templeton Investments 
    3. ‘กองทุนเปิดทหารไทย ยูโรเปี้ยน โกรท เพื่อการเลี้ยงชีพ’ ที่มีนโยบายการลงทุนเหมือน ‘กองทุนเปิดทหารไทย ยูโรเปี้ยน โกรท’ พร้อมบวกด้วยสิทธิประโยชน์จากการลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้นักลงทุน สามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้  
    ทั้ง 3 กองทุนมีนโยบายการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศไม่ น้อยกว่า 90% ตลอดเวลา และกำหนดเปิดเสนอขายในระหว่างวันที่ 12 - 20 พฤษภาคม 2557 นี้”
      ดร.สมจินต์ กล่าวต่อว่า “ สำหรับ ‘กองทุนเปิดทหารไทย Japan Equity Trigger 10%(2)’ นั้น เหมาะสำหรับนักลงทุนที่อยากกระจายการลงทุนไปยังต่างประเทศในหุ้นของบริษัทฯ ชั้นนำที่พวกเรารู้จักกันเป็นอย่างดี และมีโอกาสเป็นลูกค้าเสมอๆ อาทิ Toyota, Honda, Nissan, Sony, Panasonic, Canon, Asahi, ANA, KAO, Sony, Toshiba, UNIQLO, และ 7-Eleven เป็นต้น ซึ่งคาดการณ์ว่าในช่วงหลังของปีนี้ บริษัทฯ เหล่านี้จะยังคงได้รับปัจจัยบวกจากภาพรวมของการเติบโตของเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่ น่าจะขยายตัวต่อเนื่องนับจากปีที่แล้วจากนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของ รัฐบาลญี่ปุ่นและการบริโภคภาคประชาชนที่ยังคงไว้ด้วยความแข็งแกร่ง”  
        นอกจากนั้น กองทุนเปิดทหารไทย Japan Equity Trigger 10%(2) ยังออกแบบในลักษณะ Trigger Fund ซึ่งจะช่วยเอื้อประโยชน์แก่ผู้ที่ไม่มีเวลาติดตามการเคลื่อนไหวของดัชนีหุ้น ญี่ปุ่นอย่างสม่ำเสมอ กองทุนกำหนดเป้าหมายทำกำไรรวม 10% ใน 1 ปี ระหว่างทางเมื่อมูลค่าหน่วยลงทุนมากกว่าหรือเท่ากับ 10.5 บาท (ร้อยละ 5) จะทำการรับซื้อคืนอัตโนมัติทรัพย์สินของกองทุนให้ผู้ถือหน่วยลงทุน และเมื่อมูลค่าหน่วยลงทุนมากกว่าหรือเท่ากับ 11 บาท บริษัทฯ จะสับเปลี่ยนทรัพย์สินของกองทุนที่เหลือทั้งจำนวนให้ผู้ถือหน่วยลงทุนทุกราย โดยเงื่อนไขเป็นไปตามหนังสือชี้ชวน
       “สำหรับภูมิภาคยุโรปนั้น เราเชื่อว่า ‘กองทุนเปิดทหารไทย ยูโรเปี้ยน โกรท’ และ ‘กองทุนเปิดทหารไทย ยูโรเปี้ยน โกรท เพื่อการเลี้ยงชีพ’ เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในหุ้นยุโรปพื้นฐาน ดีซึ่งผ่านการคัดสรรจาก Franklin Templeton Investments ผู้นำด้านการบริหารการลงทุนระดับโลกซึ่งมีมูลค่าทรัพย์สินภายใต้การบริหาร จัดการกว่า 8.8 แสนล้านเหรียญดอลล่าร์สหรัฐฯ  กองทุนหลัก Franklin European Growth Fund นี้มีแนวทางการบริหารเชิงรุก มีวิธีการคัดเลือกหุ้นที่มีวินัย และให้ความสำคัญกับหุ้นที่มีศักยภาพของกำไรที่จะเติบโตได้อย่างต่อเนื่องใน อนาคต กองทุนหลักนี้มีผลตอบแทนในอดีตที่น่าสนใจและการันตีด้วยการได้รับการจัด อันดับสูงสุดห้าดาวจากสถาบัน Morningstar (ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2557)” ดร.สมจินต์ กล่าวเสริม
        ผู้ที่สนใจลงทุนใน กองทุนเปิดทหารไทย Japan Equity Trigger 10%(2), กองทุนเปิดทหารไทย ยูโรเปี้ยน โกรท,กองทุนเปิดทหารไทย ยูโรเปี้ยน โกรท เพื่อการเลี้ยงชีพ หรือสนใจการลงทุนในกองทุนรวมอื่นๆภายใต้การจัดการของบริษัทฯ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนลูกค้าสัมพันธ์ TMBAM โทร 1725 หรือผ่านช่องทางการขายของบริษัท ได้แก่ TMB ทุกสาขาทั่วประเทศ ตัวแทนการสนับสนุนการขาย และทางอินเตอร์เนตผ่านเวปไซด์ www.tmbam.com 


วันพุธที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

SME คลายกังวลการเมือง เครียดภาวะเศรษฐกิจแทน 




       ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบีหรือ TMB Analytics เปิดเผยผลการจัดทำดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการขนาดย่อม-ทีเอ็มบี พบว่าผู้ประกอบการ SME มีภาวะธุรกิจไม่สดใสในไตรมาส 2 ปีนี้ แม้คลายกังวลปัญหาการเมือง แต่ให้น้ำหนักกับปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวเพิ่มขึ้น

SME คลายกังวลการเมือง เครียดภาวะเศรษฐกิจแทน
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบีหรือ TMB Analytics เปิดเผยผลการจัดทำ
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการขนาดย่อม-ทีเอ็มบี พบว่าผู้ประกอบการ 
SME มีภาวะธุรกิจไม่สดใสในไตรมาส 2 ปีนี้ แม้คลายกังวลปัญหาการเมือง 
แต่ให้น้ำหนักกับปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวเพิ่มขึ้น
นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้อำนวยการศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี เปิดเผยว่า 
“ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการขนาดย่อม-ทีเอ็มบี” (TMB-SME Sentiment Index) 
ไตรมาส 1/2557 จากความเห็นของผู้ประกอบการ SME กว่า 900 กิจการ พบว่า 
ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการในปัจจุบัน ลดลงต่อเนื่อง โดยล่าสุดอยู่ที่ 37.6 
ซึ่งถือว่าค่อนข้างต่ำ เนื่องจากผู้ประกอบการขาดความมั่นใจด้านรายได้ของธุรกิจ
ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการในอีก 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ 51.1 
ลดลงจากไตรมาสก่อนที่ 58.4 เนื่องจากผู้ประกอบการเห็นว่าในอีก 3 เดือนข้างหน้า 
ภาวะของธุรกิจไม่สดใสมากนัก และต้นทุนของธุรกิจอาจจะเพิ่มสูงขึ้น
หากพิจารณาเฉพาะ ดัชนีความเชื่อมั่นด้านผลประกอบการในปัจจุบันอยู่ที่ 45.2 และ 
ดัชนีความเชื่อมั่นด้านผลประกอบการในอีก 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ 63.2 ลดลงจากไตรมาส 4/
2556 ค่อนข้างมาก สาเหตุหลักมาจาก SME กังวลเรื่องของเศรษฐกิจและการเมือง
นายเบญจรงค์ กล่าวว่า หากพิจารณาเป็นรายภูมิภาค พบว่า กรุงเทพและปริมณฑล 
มีระดับความเชื่อมั่นในปัจจุบันและอนาคตลดลงค่อนข้างมากกว่าภาคอื่น
เนื่องจากได้รับผลกระทบโดยตรงจากการเมือง 
ขณะที่ราคายางพารามีแนวโน้มชะลอตัวตลอดมา ตั้งแต่ปี 2556 ทำให้ผู้ประกอบการ SME 
ภาคใต้เชื่อมั่นต่อผลประกอบการในปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับภาคอื่นๆ
อย่างไรก็ตาม กลับพบว่า ภาคตะวันออก 
ผู้ประกอบการกลับมีความเชื่อมั่นด้านผลประกอบการในปัจจุบันเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 
3 ไตรมาสติดต่อกัน เพราะภาคการผลิตและการค้าที่ฟื้นตัวจากการส่งออก
และการท่องเที่ยวในพื้นที่ยังอยู่ในทิศทางที่สดใส
นอกจากนี้ เมื่อสอบถามถึงปัจจัยที่ทำให้ SME กังวลมากที่สุดในไตรมาส 
1 พบว่า “การเมือง” เป็นปัจจัยกังวลอันดับ 1 ถือเป็นครั้งแรกในระยะเวลาเกือบ 2 
ปีนับตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูล ซึ่งผู้ประกอบการในกรุงเทพมีความกังวลมากกว่าต่างจังหวัด
อย่างไรก็ตาม พบว่า SME เริ่มกังวล การเมือง ลดลง เรื่อยๆ 
จากร้อยละ 43.3 ในเดือนมกราคม เป็น ร้อยละ 28.9 ในเดือนมีนาคม 
แต่หันมาให้น้ำหนักกับภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจในประเทศเพิ่มขึ้น โดยจำนวน SME 
ที่กังวลเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 26.4 ในเดือนมกราคม เป็นร้อยละ 41.0 ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
“แม้ว่า SME จะคลายความกังวลกับปัจจัยการเมืองไปบ้างแล้ว 
แต่ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและปัญหาการเมืองที่ยังยืดเยื้อ 
นับเป็นความท้าทายของ SME ในระยะต่อไป 
เราเห็นว่าหากการเมืองเริ่มคลี่คลายและภาครัฐมีความชัดเจนในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเ
ทศให้ฟื้นตัว จะช่วยเรียกความเชื่อมั่นของธุรกิจ SME กลับมาได้อีกครั้ง” นายเบญจรงค์กล่าว
      นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้อำนวยการศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี เปิดเผยว่า “ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการขนาดย่อม-ทีเอ็มบี” (TMB-SME Sentiment Index) ไตรมาส 1/2557 จากความเห็นของผู้ประกอบการ SME กว่า 900 กิจการ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการในปัจจุบัน ลดลงต่อเนื่อง โดยล่าสุดอยู่ที่ 37.6 ซึ่งถือว่าค่อนข้างต่ำ เนื่องจากผู้ประกอบการขาดความมั่นใจด้านรายได้ของธุรกิจ

      ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการในอีก 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ 51.1 ลดลงจากไตรมาสก่อนที่ 58.4 เนื่องจากผู้ประกอบการเห็นว่าในอีก 3 เดือนข้างหน้า ภาวะของธุรกิจไม่สดใสมากนัก และต้นทุนของธุรกิจอาจจะเพิ่มสูงขึ้นหากพิจารณาเฉพาะ ดัชนีความเชื่อมั่นด้านผลประกอบการในปัจจุบันอยู่ที่ 45.2 และ ดัชนีความเชื่อมั่นด้านผลประกอบการในอีก 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ 63.2 ลดลงจากไตรมาส 4/2556 ค่อนข้างมาก สาเหตุหลักมาจาก SME กังวลเรื่องของเศรษฐกิจและการเมือง

      นายเบญจรงค์ กล่าวว่า หากพิจารณาเป็นรายภูมิภาค พบว่า กรุงเทพและปริมณฑล มีระดับความเชื่อมั่นในปัจจุบันและอนาคตลดลงค่อนข้างมากกว่าภาคอื่นเนื่องจากได้รับผลกระทบโดยตรงจากการเมือง ขณะที่ราคายางพารามีแนวโน้มชะลอตัวตลอดมา ตั้งแต่ปี 2556 ทำให้ผู้ประกอบการ SME
ภาคใต้เชื่อมั่นต่อผลประกอบการในปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับภาคอื่นๆอย่างไรก็ตาม กลับพบว่า ภาคตะวันออก ผู้ประกอบการกลับมีความเชื่อมั่นด้านผลประกอบการในปัจจุบันเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
3 ไตรมาสติดต่อกัน เพราะภาคการผลิตและการค้าที่ฟื้นตัวจากการส่งออกและการท่องเที่ยวในพื้นที่ยังอยู่ในทิศทางที่สดใส
      นอกจากนี้ เมื่อสอบถามถึงปัจจัยที่ทำให้ SME กังวลมากที่สุดในไตรมาส 1 พบว่า “การเมือง” เป็นปัจจัยกังวลอันดับ 1 ถือเป็นครั้งแรกในระยะเวลาเกือบ 2 ปีนับตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูล ซึ่งผู้ประกอบการในกรุงเทพมีความกังวลมากกว่าต่างจังหวัด
      อย่างไรก็ตาม พบว่า SME เริ่มกังวล การเมือง ลดลง เรื่อยๆ จากร้อยละ 43.3 ในเดือนมกราคม เป็น ร้อยละ 28.9 ในเดือนมีนาคม แต่หันมาให้น้ำหนักกับภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจในประเทศเพิ่มขึ้น โดยจำนวน SME ที่กังวลเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 26.4 ในเดือนมกราคม เป็นร้อยละ 41.0 ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา“แม้ว่า SME จะคลายความกังวลกับปัจจัยการเมืองไปบ้างแล้ว
แต่ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและปัญหาการเมืองที่ยังยืดเยื้อ นับเป็นความท้าทายของ SME ในระยะต่อไป เราเห็นว่าหากการเมืองเริ่มคลี่คลายและภาครัฐมีความชัดเจนในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเ
ทศให้ฟื้นตัว จะช่วยเรียกความเชื่อมั่นของธุรกิจ SME กลับมาได้อีกครั้ง” นายเบญจรงค์กล่าว


ที่มา :  (การเงินการธนาคารออนไลน์) http://www.moneyandbanking.co.th (02/05/2014 14:48)

 ทีเอ็มบี สนับสนุนสินเชื่อ ภัทรลิสซิ่ง


ทีเอ็มบี สนับสนุนสินเชื่อ ภัทรลิสซิ่ง


      นายอเล็กซานเดอร์ นนท์ แลงเฟลด์ (ซ้าย) หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้าบรรษัทธุรกิจขนาดใหญ่ ทีเอ็มบี และ นายพิภพ  กุนาศล (ขวา) กรรมการผู้จัดการ บริษัท ภัทรลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนามในข้อตกลงสินเชื่อระยะยาว โดยทีเอ็มบีให้การสนับสนุนสินเชื่อ จำนวนเงิน 500 ล้านบาท ระยะเวลา 3 ปี เพื่อเสริมศักยภาพด้านการดำเนินธุรกิจแก่บริษัท ภัทรลิสซิ่ง 


ที่มา : https://www.tmbbank.com(ธนาคาร ทหารไทย )  วันที่ 30 เมษายน 2557